Sunday, July 16, 2017

เมื่อลูกเสือชีตาห์ขี้อาย ทางสวนสัตว์จึงให้ลูกสุนัขมาเป็นผู้ช่วย ความน่าเอ็นดูจึงบังเกิด...




         เมื่อเสือชีตาห์มีนิสัยขี้อาย ทำให้ยากต่อการสืบพันธุ์ ทางสวนสัตว์ในสหรัฐฯ จึงพาลูกสุนัขไปเป็นผู้ช่วยด้านอารมณ์ให้กับลูกเสือชีตาร์ ให้มาอยู่เป็นเพื่อนเล่นกัน ผลลัพธ์ที่ได้ดีเกินคาดมาก ๆ

          เมื่อพูดถึงเสือชีตาห์ หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงภาพนักล่าที่ดุดัน ว่องไว และน่าเกรงขาม แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว เสือชีตาห์เป็นสัตว์ที่ค่อนข้างขี้ตื่นตระหนก โดยพวกมันมักจะมีอาการเครียด ไม่รู้วิธีที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่จะผสมพันธุ์ ด้วยเหตุนี้เอง ทางสวนสัตว์จึงต้องหาวิธีมาช่วยเหลือ เพื่อป้องกันไม่ให้มันสูญพันธุ์ในอนาคต
          เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2560 เว็บไซต์ Bored Panda เผยเรื่องราวพร้อมภาพน่ารัก ๆ ของมิตรภาพต่างสายพันธุ์ ระหว่างลูกสุนัขกับลูกเสือชีตาห์ ที่สวนสัตว์โคลัมบัส ในรัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ หลังจากทางเจ้าหน้าที่นำลูกสุนัขมาทำหน้าที่คอยช่วยเหลือด้านอารมณ์ให้กับลูกเสือชีตาห์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นดีเกินคาด รวมไปถึงความน่ารักน่าเอ็นดูของพวกมันทั้งคู่ก็ยังเกินความคาดหมายแบบสุด ๆ


          สำหรับการนำสุนัขมาเป็นผู้ช่วยด้านอารมณ์ให้กับเสือชีตาห์ เป็นเรื่องที่ทางสวนสัตว์หลาย ๆ แห่งเลือกดำเนินการในลักษณะนี้เช่นกัน แจ็ค กริสแฮม รองประธานศูนย์อนุรักษ์สัตว์ประจำสวนสัตว์เซนต์หลุยส์ และผู้ประสานงานวางแผนเพื่อการอยู่รอดของเสือชีตาห์ในอเมริกาเหนือ เผยว่า การให้สัตว์ต่างสายพันธุ์มาช่วยเหลือเพื่อความอยู่รอดของสัตว์อีกสายพันธุ์ นับเป็นเรื่องราวที่สวยงามมาก

 
          เจเน็ท โรส-ไฮนอสโตรซา ผู้ควบคุมดูแลการฝึกสัตว์ประจำสวนสัตว์แซนดีเอโก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เผยว่า สุนัขช่วยเหลือมีประโยชน์และสำคัญมาก เนื่องจากเสือชีตาห์ค่อนข้างขี้อายตามสัญชาตญาณ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะผสมพันธุ์ แต่เมื่อเสือชีตาห์ได้มาอยู่คู่กับสุนัข มันก็เกิดการลอกเลียนแบบพฤติกรรม และเรียนรู้ความร่าเริงมาจากสุนัข การพัฒนาด้านอารมณ์ ทำให้มันรู้สึกมั่นใจและคลายความตื่นตระหนกได้มากขึ้น


https://pet.kapook.com/view174302.html

Friday, July 7, 2017

ออกซ์ฟอร์ด เผยผลวิจัยล่าสุด น้ำลายเห็บ มีศักยภาพช่วยป้องกันหัวใจวายได้ !




        ทีมนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เผยผลการวิจัยล่าสุด พบว่าน้ำลายเห็บมีโปรตีนยับยั้งการอักเสบ สามารถนำไปรักษาโรคหัวใจได้ ชี้เป็นขุมทองแห่งการคิดค้นยาใหม่ ๆ และอาจช่วยรักษาโรคได้อีกหลายชนิด

         เมื่อพูดถึงบรรดาสิ่งมีชีวิตอันเป็นที่รังเกียจ "เห็บ" คงติดอยู่ในอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะใครก็ตามที่เลี้ยงสุนัข เนื่องจากเห็บเป็นพาหะนำโรคต่าง ๆ มาสู่สัตว์เลี้ยงแสนรัก ซ้ำยังเป็นอันตรายต่อมนุษย์ แถมยังแพร่พันธุ์ง่ายและกำจัดลำบาก โดยหากจะให้นึกถึงข้อดีของเห็บ หลายคงคิดไม่ออกอย่างแน่นอน แต่ผลการวิจัยทางการแพทย์ล่าสุด ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะปรสิตตัวเล็ก ๆ เหล่านี้มีส่วนช่วยในการรักษาโรคหัวใจได้

         เห็บ มีความเชี่ยวชาญในการดูดเลือด ในน้ำลายของมันมีโปรตีนที่สามารถยับยั้งการผลิตเคโมไคน์ส (Chemokines) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ทำให้เห็บสามารถเกาะติดบนผิวหนังสัตว์หรือมนุษย์ เพื่อดูดเลือดได้นานกว่า 8-10 วัน โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว ไม่รู้สึกเจ็บ หรือระคายเคืองใด ๆ ซึ่งจากกรณีนี้ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 สำนักข่าวบีบีซี ได้เผยแพร่บทความจากสารวารสารวิทยาศาสตร์ ไซแอนทิฟิก รีพอร์ตส (Scientific Reports) ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ที่ค้นพบว่า น้ำลายเห็บนั้นสามารถระงับการผลิตสารเคโมไคน์สชนิดที่ก่อให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้อีกด้วย

         อาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบนั้นตรวจพบได้ยาก มันสามารถพัฒนากลายเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจชนิดห้องหัวใจขยายใหญ่ผิดปกติ (Dilated Cardiomyopathy) หรือหัวใจล้มเหลวได้ และผู้ป่วยหลายรายจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเพราะสาเหตุนี้

         จากกรณีดังกล่าว โชโม ภัทรจรรยา ศาสตราจารย์ประจำสาขาเวชศาสตร์เกี่ยวกับระบบไหลเวียน มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า วิธีการรักษาโรคหัวใจอักเสบในปัจจุบันยังมีน้อยมาก แต่จากการค้นพบครั้งล่าสุด ทีมนักวิจัยคาดหวังว่าการศึกษาหลักการยับยั้งการอักเสบของเห็บ จะสามารถนำไปสู่การพัฒนายารักษาโรคหัวใจได้ ซึ่งมันจะมีประโยชน์ในการรักษาอาการของโรคอื่น ๆ ได้เช่นกัน เช่น หัวใจวาย หลอดเลือดในสมองแตก ข้ออักเสบ ไปจนถึงตับอ่อนอักเสบ น้ำลายเห็บจึงเปรียบเสมือนขุมทองแห่งการคิดค้นผลิตยาใหม่ ๆ

         ทั้งนี้น้ำลายเห็บมีโปรตีนกว่า 3,000 ชนิด ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ และการเก็บตัวอย่างน้ำลายเห็บเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ยาก เนื่องจากมีปริมาณน้อยและต้องใช้ท่อขนาดเล็ก ทีมนักวิทยาศาสตร์จึงนำยีนสังเคราะห์มาเพาะเลี้ยงในยีสต์เพื่อผลิตโปรตีนที่เหมือนกับในน้ำลายเห็บแทน และมันสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากกว่าการเก็บจากเห็บโดยตรง

         แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้กระบวนการทุกอย่างยังอยู่ในช่วงของการทดลองเท่านั้น การจะผลิตยาเพื่อใช้ในมนุษย์ได้นั้น ยังต้องใช้เวลาคิดค้นและวิจัยอีกนานหลายปี

         "เห็บอาจมีรูปร่างหน้าตาไม่น่ารัก แต่ปรสิตเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถไขความลับในทางการแพทย์ได้ และมันจะนำไปสู่การคิดค้นวิธีการรักษาแบบใหม่ ซึ่งสามารถจัดการโรคต่าง ๆ ได้อีกมากมายหลายแขนง แต่ทั้งนี้ระยะทางในการวิจัยก็ยังคงอีกยาวไกล" ศาสตราจารย์เจเรมี เพียร์สัน รองผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันโรคหัวใจแห่งสหราชอาณาจักร กล่าว

https://health.kapook.com/view174883.html