Thursday, August 10, 2017

ใจหายวาบ นาทีจระเข้ยักษ์โผล่โชว์เขี้ยวระยะประชิด เกือบจะงาบหน้าคนถ่าย




        คลิปนาทีระทึก จระเข้ขนาดยาวเกือบ 5 เมตร หนักครึ่งตัน ค่อย ๆ คืบคลานในน้ำ ก่อนจะโผล่หัวขึ้นมาอ้าปากกว้าง โชว์เขึ้ยวฟันอันน่าสะพรึงใส่กล้อง ใกล้จนเกือบจะงาบหน้าคนถ่าย 

          เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2560 เว็บไซต์มิเรอร์ เผยคลิปวิดีโอนาทีชวนระทึกใจจากอุทยานสัตว์ป่าในนครดาร์วิน ประเทศออสเตรเลีย โดยคลิปเผยให้เห็นภาพขณะเจ้าโอทิส จระเข้ขนาดใหญ่ ลำตัวยาว 4.5 เมตร และมีน้ำหนักมากถึง 500 กิโลกรัม ซึ่งอยู่ในน้ำค่อย ๆ คืบคลานเข้ามาหาผู้ถ่ายคลิปซึ่งอยู่บนเรือ

 
          แต่แล้วในจังหวะที่เจ้าจะเข้ตัวนี้เข้ามาใกล้ มันก็โผล่หัวขึ้นมาจากน้ำ พร้อมกับอ้าปากกว้างใส่กล้องที่กำลังถ่าย ซึ่งอยู่ห่างจากใบหน้าคนถ่ายออกไปเพียงนิดเดียว ทำให้เห็นภาพของเขี้ยวฟันมันอย่างชัดเจน แม้ขนาดแค่เห็นผ่านกล้องยังชวนให้รู้สึกตกใจกลัวไม่น้อย


            ทางด้าน แมตต์ ไรท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจระเข้ชื่อดัง และเป็นผู้ถ่ายคลิปวิดีโอดังกล่าว ถึงกับเผลอร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจ ในขณะที่เจ้าโอทิสกำลังอ้าปากโชว์เขี้ยวใส่เขา ก่อนจะเล่นมุกแก้เขินถามว่า "แกหิวเหรอเพื่อน" และเขาก็สงสัยว่า มันคงจะคิดว่ากล้องเป็นอาหารของมันแน่ ๆ ก่อนสุดท้ายเขาจะตัดสินใจได้ว่า...ควรจะพาตัวเองออกมาจากตรงนั้นดีกว่า



ภาพจาก เฟซบุ๊ก Matt Wright
https://hilight.kapook.com/view/158030 

Thursday, July 27, 2017

สาวรับเจ้าตูบขึ้นรถ หลังรู้ว่ามีชีวิตน้อย ๆ ในท้องมัน แต่ไม่คิดว่ามันจะออกลูกพอดี




          สาวรับเจ้าตูบขึ้นรถ เพราะไม่อยากให้มันออกลูกในศูนย์พักพิงสัตว์ ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุที่ชวนระทึกขึ้น ก็ใครจะคิดว่ามันถึงเวลานั้นพอดีเลย

           กลายเป็นเหตุการณ์ลุ้นระทึกนิด ๆ สำหรับ เจนนิเฟอร์ เทย์เลอร์ อาสาสมัครของศูนย์พักพิงสัตว์ Texas Sled Dog Rescue ในสหรัฐฯ หลังจากที่เธอตัดสินใจจะรับ เด็บบี้ เจ้าตูบฮัสกี้ว่าที่คุณแม่จากศูนย์ มาไว้ยังบ้านอุปถัมภ์ของเธอ เพราะเธอรู้ดีว่าศูนย์พักพิงสัตว์นั้นไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมแก่การให้กำเนิดลูกน้อยของมันเลย อย่างไรก็ตามแม้จะทราบดีว่าเจ้าเด็บบี้นั้นกำลังท้อง แต่ดูเหมือนว่ากำหนดคลอดของมันจะมาเร็วเกินกว่าที่เธอคิดไว้


            โดยเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 เว็บไซต์เดอะโดโด้ เผยว่า หลังตัดสินใจได้ว่าจะรับเจ้าเด็บบี้มาดูแล เจนนิเฟอร์ก็จัดการพาเด็บบี้ขึ้นรถแล้วเดินทางมุ่งหน้าไปยังบ้านอุปถัมภ์ของเธอในทันที แต่แล้วเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่ออยู่ ๆ เจ้าเด็บบี้ก็เบ่งลูกออกมา 2 ตัว ทั้งที่เธอยังต้องขับรถไปอีกนานหลายชั่วโมงกว่าจะถึงที่หมาย


             ในตอนนั้นเองที่เจนนิเฟอร์เกิดนึกขึ้นมาได้อีกว่า นอกจากเจ้าตูบที่นั่งอยู่เบาะหลังกำลังจะออกลูกแล้ว รถที่เธอขับมายังศูนย์พักพิงสัตว์ในวันนี้ ยังไม่ใช่รถที่สามีซื้อให้เพื่อให้เธอนำมาใช้สำหรับปฏิบัติการดูแลเจ้าตูบทั้งหลาย แต่กลับเป็นรถของคุณสามีเอง ซึ่งควรจะเป็นพื้นที่ปลอดสุนัขอีกด้วย !


               แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น เจนนิเฟอร์ก็ตัดสินใจปล่อยปัญหาทุกอย่างทิ้งไป เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือเด็บบี้และลูก ๆ ของมัน นั่นทำให้เธอตัดสินใจเหยียบคันเร่ง ขับรถไปให้ถึงที่หมายให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อม ๆ กับการหันมาเฝ้ามองเจ้าเด็บบี้ด้วยใจลุ้นระทึก หวังให้การออกลูกของมันไม่มีปัญหาอะไร


                จนท้ายที่สุดเมื่อรถของเจนนิเฟอร์มาถึงบ้านอุปถัมภ์ ก็พบว่าเจ้าเด็บบี้นั้นได้ออกลูกออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีเจ้าตูบน้อย ๆ ออกมาลืมตาดูโลกรวมกันทั้งสิ้น 8 ตัว เป็นตัวเมีย 6 ตัว และตัวผู้อีก 2 ตัว ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่ปลอดภัยดีไร้ปัญหา


                  เมื่อผ่านพ้นช่วงเวลาดังกล่าวมาได้ด้วยดี เจนนิเฟอร์จึงได้หยิบเอาภาพของเจ้าเด็บบี้ที่อยู่ท้ายรถมาโพสต์ลงในเฟซบุ๊กของเธอ พร้อมปล่อยมุกว่า "มีฮัสกี้ออกลูกอยู่ที่เบาะหลังรถฉัน อย่าบอกสามีฉันล่ะ" (แน่นอนว่าสามีของเธอไม่ได้เล่นเฟซบุ๊ก)


             อย่างไรก็ตามแม้จะเดินทางมาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ แต่เจนนิเฟอร์ก็ตัดสินใจที่จะนำเจ้าเด็บบี้กับลูก ๆ มาอยู่ที่บ้านของครอบครัวเธอก่อน เพื่อให้สามารถดูแลพวกมันได้อย่างใกล้ชิด แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวก็ตาม รอจนเด็บบี้พักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว จึงค่อยพามันกับลูก ๆ ไปอยู่ที่บ้านอุปถัมภ์ต่อไป

 
           ทั้งนี้เจนนิเฟอร์ได้รับดูแลสุนัขอยู่ที่บ้านอุปถัมภ์ของเธอเป็นจำนวนกว่า 500 ตัว โดยทั้งหมดนี้จะได้รับการดูแลในสิ่งที่พวกมันจำเป็นต้องได้รับ จนกว่าสุนัขเหล่านี้จะพร้อมแก่การหาบ้านหลังใหม่ กับเจ้าของใหม่ที่พร้อมจะดูแลมันไปทั้งชีวิตจากนี้

https://pet.kapook.com/view176115.html

Sunday, July 16, 2017

เมื่อลูกเสือชีตาห์ขี้อาย ทางสวนสัตว์จึงให้ลูกสุนัขมาเป็นผู้ช่วย ความน่าเอ็นดูจึงบังเกิด...




         เมื่อเสือชีตาห์มีนิสัยขี้อาย ทำให้ยากต่อการสืบพันธุ์ ทางสวนสัตว์ในสหรัฐฯ จึงพาลูกสุนัขไปเป็นผู้ช่วยด้านอารมณ์ให้กับลูกเสือชีตาร์ ให้มาอยู่เป็นเพื่อนเล่นกัน ผลลัพธ์ที่ได้ดีเกินคาดมาก ๆ

          เมื่อพูดถึงเสือชีตาห์ หลาย ๆ คนอาจจะนึกถึงภาพนักล่าที่ดุดัน ว่องไว และน่าเกรงขาม แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้ว เสือชีตาห์เป็นสัตว์ที่ค่อนข้างขี้ตื่นตระหนก โดยพวกมันมักจะมีอาการเครียด ไม่รู้วิธีที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับพวกเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่จะผสมพันธุ์ ด้วยเหตุนี้เอง ทางสวนสัตว์จึงต้องหาวิธีมาช่วยเหลือ เพื่อป้องกันไม่ให้มันสูญพันธุ์ในอนาคต
          เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2560 เว็บไซต์ Bored Panda เผยเรื่องราวพร้อมภาพน่ารัก ๆ ของมิตรภาพต่างสายพันธุ์ ระหว่างลูกสุนัขกับลูกเสือชีตาห์ ที่สวนสัตว์โคลัมบัส ในรัฐโอไฮโอ สหรัฐฯ หลังจากทางเจ้าหน้าที่นำลูกสุนัขมาทำหน้าที่คอยช่วยเหลือด้านอารมณ์ให้กับลูกเสือชีตาห์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นดีเกินคาด รวมไปถึงความน่ารักน่าเอ็นดูของพวกมันทั้งคู่ก็ยังเกินความคาดหมายแบบสุด ๆ


          สำหรับการนำสุนัขมาเป็นผู้ช่วยด้านอารมณ์ให้กับเสือชีตาห์ เป็นเรื่องที่ทางสวนสัตว์หลาย ๆ แห่งเลือกดำเนินการในลักษณะนี้เช่นกัน แจ็ค กริสแฮม รองประธานศูนย์อนุรักษ์สัตว์ประจำสวนสัตว์เซนต์หลุยส์ และผู้ประสานงานวางแผนเพื่อการอยู่รอดของเสือชีตาห์ในอเมริกาเหนือ เผยว่า การให้สัตว์ต่างสายพันธุ์มาช่วยเหลือเพื่อความอยู่รอดของสัตว์อีกสายพันธุ์ นับเป็นเรื่องราวที่สวยงามมาก

 
          เจเน็ท โรส-ไฮนอสโตรซา ผู้ควบคุมดูแลการฝึกสัตว์ประจำสวนสัตว์แซนดีเอโก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เผยว่า สุนัขช่วยเหลือมีประโยชน์และสำคัญมาก เนื่องจากเสือชีตาห์ค่อนข้างขี้อายตามสัญชาตญาณ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะผสมพันธุ์ แต่เมื่อเสือชีตาห์ได้มาอยู่คู่กับสุนัข มันก็เกิดการลอกเลียนแบบพฤติกรรม และเรียนรู้ความร่าเริงมาจากสุนัข การพัฒนาด้านอารมณ์ ทำให้มันรู้สึกมั่นใจและคลายความตื่นตระหนกได้มากขึ้น


https://pet.kapook.com/view174302.html

Friday, July 7, 2017

ออกซ์ฟอร์ด เผยผลวิจัยล่าสุด น้ำลายเห็บ มีศักยภาพช่วยป้องกันหัวใจวายได้ !




        ทีมนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด เผยผลการวิจัยล่าสุด พบว่าน้ำลายเห็บมีโปรตีนยับยั้งการอักเสบ สามารถนำไปรักษาโรคหัวใจได้ ชี้เป็นขุมทองแห่งการคิดค้นยาใหม่ ๆ และอาจช่วยรักษาโรคได้อีกหลายชนิด

         เมื่อพูดถึงบรรดาสิ่งมีชีวิตอันเป็นที่รังเกียจ "เห็บ" คงติดอยู่ในอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะใครก็ตามที่เลี้ยงสุนัข เนื่องจากเห็บเป็นพาหะนำโรคต่าง ๆ มาสู่สัตว์เลี้ยงแสนรัก ซ้ำยังเป็นอันตรายต่อมนุษย์ แถมยังแพร่พันธุ์ง่ายและกำจัดลำบาก โดยหากจะให้นึกถึงข้อดีของเห็บ หลายคงคิดไม่ออกอย่างแน่นอน แต่ผลการวิจัยทางการแพทย์ล่าสุด ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะปรสิตตัวเล็ก ๆ เหล่านี้มีส่วนช่วยในการรักษาโรคหัวใจได้

         เห็บ มีความเชี่ยวชาญในการดูดเลือด ในน้ำลายของมันมีโปรตีนที่สามารถยับยั้งการผลิตเคโมไคน์ส (Chemokines) ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ทำให้เห็บสามารถเกาะติดบนผิวหนังสัตว์หรือมนุษย์ เพื่อดูดเลือดได้นานกว่า 8-10 วัน โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว ไม่รู้สึกเจ็บ หรือระคายเคืองใด ๆ ซึ่งจากกรณีนี้ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2560 สำนักข่าวบีบีซี ได้เผยแพร่บทความจากสารวารสารวิทยาศาสตร์ ไซแอนทิฟิก รีพอร์ตส (Scientific Reports) ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ที่ค้นพบว่า น้ำลายเห็บนั้นสามารถระงับการผลิตสารเคโมไคน์สชนิดที่ก่อให้เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้อีกด้วย

         อาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบนั้นตรวจพบได้ยาก มันสามารถพัฒนากลายเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจชนิดห้องหัวใจขยายใหญ่ผิดปกติ (Dilated Cardiomyopathy) หรือหัวใจล้มเหลวได้ และผู้ป่วยหลายรายจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเพราะสาเหตุนี้

         จากกรณีดังกล่าว โชโม ภัทรจรรยา ศาสตราจารย์ประจำสาขาเวชศาสตร์เกี่ยวกับระบบไหลเวียน มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด กล่าวว่า วิธีการรักษาโรคหัวใจอักเสบในปัจจุบันยังมีน้อยมาก แต่จากการค้นพบครั้งล่าสุด ทีมนักวิจัยคาดหวังว่าการศึกษาหลักการยับยั้งการอักเสบของเห็บ จะสามารถนำไปสู่การพัฒนายารักษาโรคหัวใจได้ ซึ่งมันจะมีประโยชน์ในการรักษาอาการของโรคอื่น ๆ ได้เช่นกัน เช่น หัวใจวาย หลอดเลือดในสมองแตก ข้ออักเสบ ไปจนถึงตับอ่อนอักเสบ น้ำลายเห็บจึงเปรียบเสมือนขุมทองแห่งการคิดค้นผลิตยาใหม่ ๆ

         ทั้งนี้น้ำลายเห็บมีโปรตีนกว่า 3,000 ชนิด ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ และการเก็บตัวอย่างน้ำลายเห็บเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ยาก เนื่องจากมีปริมาณน้อยและต้องใช้ท่อขนาดเล็ก ทีมนักวิทยาศาสตร์จึงนำยีนสังเคราะห์มาเพาะเลี้ยงในยีสต์เพื่อผลิตโปรตีนที่เหมือนกับในน้ำลายเห็บแทน และมันสามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากกว่าการเก็บจากเห็บโดยตรง

         แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้กระบวนการทุกอย่างยังอยู่ในช่วงของการทดลองเท่านั้น การจะผลิตยาเพื่อใช้ในมนุษย์ได้นั้น ยังต้องใช้เวลาคิดค้นและวิจัยอีกนานหลายปี

         "เห็บอาจมีรูปร่างหน้าตาไม่น่ารัก แต่ปรสิตเล็ก ๆ เหล่านี้สามารถไขความลับในทางการแพทย์ได้ และมันจะนำไปสู่การคิดค้นวิธีการรักษาแบบใหม่ ซึ่งสามารถจัดการโรคต่าง ๆ ได้อีกมากมายหลายแขนง แต่ทั้งนี้ระยะทางในการวิจัยก็ยังคงอีกยาวไกล" ศาสตราจารย์เจเรมี เพียร์สัน รองผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันโรคหัวใจแห่งสหราชอาณาจักร กล่าว

https://health.kapook.com/view174883.html